แชร์

พื้นฐานความเป็นมาของชา (Tea)

อัพเดทล่าสุด: 4 พ.ย. 2025
38 ผู้เข้าชม
ด้วยเสน่ห์ของกลิ่นหอม รสชาติอันหลากหลาย และประโยชน์ต่อสุขภาพ ทำให้ชากลายเป็นเครื่องดื่มที่มีผู้บริโภคมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รองจากน้ำเปล่า


 

1. แหล่งกำเนิดและต้นกำเนิดของชา
 

ชา มาจากพืชในวงศ์ชา (Theaceae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis ซึ่งมีทั้งที่เป็นไม้ต้นและไม้พุ่มไม่ผลัดใบ

 

จุดศูนย์กลางดั้งเดิม
 

แหล่งกำเนิดตามธรรมชาติของชาเชื่อว่าอยู่บริเวณพื้นที่กว้างใหญ่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน (มณฑลยูนนาน เสฉวน) ใกล้ต้นน้ำอิรวดี และแพร่กระจายไปจนถึงรัฐอัสสัมของอินเดีย พม่า และเวียดนาม

 

ตำนานเล่าขาน
 

ตำนานที่โด่งดังและได้รับการยอมรับมากที่สุดในจีนคือตำนานของ จักรพรรดิเสินหนง (Shen Nung) หรือปรมาจารย์แห่งยาและเกษตรกรรม เมื่อประมาณ 2,737 ปีก่อนคริสตกาล เล่าว่า:

ขณะที่จักรพรรดิเสินหนงกำลังต้มน้ำดื่มอยู่ใต้ต้นชา (หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่าต้นเมี่ยง) ใบชาได้ปลิวตกลงไปในหม้อน้ำและทำให้น้ำมีสีและกลิ่นหอม เมื่อเสินหนงได้ดื่มเข้าไปก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าและมีสรรพคุณในการล้างพิษ เขาจึงค้นพบและเริ่มนำชามาใช้เป็นเครื่องดื่มและยาสมุนไพร

 

️ 2. ประวัติศาสตร์ชาในประเทศจีน
 

จีนเป็นชนชาติแรกที่รู้จักการบริโภคชา และพัฒนาวัฒนธรรมชามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

 

️ ยุคแรกเริ่ม (ก่อนราชวงศ์ถัง)
 

ในช่วงแรก ชามักถูกใช้เป็น ยา และเป็นเครื่องดื่มของชนชั้นสูงหรือนักบวชในศาสนาพุทธเท่านั้น การบริโภคจะยังไม่แพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไป

 

️ ยุคราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 907) และการพัฒนา
 

การแพร่หลาย: ชาเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในหมู่ประชาชน
ตำราชาคลาสสิก: ในช่วงนี้เองที่ ลู่อวี่ (Lu Yu) ได้เขียน "ฉาจิง" (Cha Ching) หรือ "คัมภีร์ชาคลาสสิก" ขึ้น ซึ่งถือเป็นตำราชาเล่มแรกของโลก บรรยายถึงแหล่งกำเนิด การปลูก การผลิต และประวัติของชา ทำให้เขาได้รับสมญานามว่า "เทพเจ้าแห่งชา"
รูปแบบชา: นิยมบริโภคชาที่นำมาอัดเป็นก้อน (แบบอิฐ) แล้วนำไปต้มกับเครื่องปรุงอื่นๆ
 

ยุคราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 960 1279)
 

การกลั่นกรอง: ชาเริ่มมีความประณีตมากขึ้น โดยนิยมใช้ผงชาที่นำมาตีกับน้ำร้อนจนเกิดฟอง (คล้ายกับมัทฉะในปัจจุบัน) และชาถูกยกให้เป็นศิลปะและกิจกรรมทางสังคมที่สำคัญ
 

️ ยุคราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368 1644)
 

รูปแบบชาปัจจุบัน: จักรพรรดิได้ออกคำสั่งให้ยกเลิกการผลิตชาอัดก้อน หันมาผลิตชาเป็นใบอบแห้งเพื่อชงดื่มแทน ซึ่งเป็นรูปแบบการบริโภคชาที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

 

️ 3. การเผยแพร่ชาสู่เอเชียตะวันออก
 

 

ชาสู่ญี่ปุ่น
 

ชาได้เดินทางเข้าสู่ญี่ปุ่นโดยพระภิกษุชาวญี่ปุ่นที่เดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาในจีนในสมัยราชวงศ์ถังและซ่ง และนำเมล็ดชาและวิธีการชงกลับมา

เซนและพิธีชงชา: ในญี่ปุ่น ชาเขียวได้ผูกพันกับพุทธศาสนานิกายเซน และมีการพัฒนาจนเกิด "ชะโด" (Cha-do) หรือ "วิถีแห่งชา" ซึ่งเป็นพิธีชงชาอันประณีตงดงามและเป็นปรัชญา
 

ชาสู่เกาหลี
 

ชาได้เข้าสู่เกาหลีในช่วงเวลาใกล้เคียงกับญี่ปุ่น และผูกพันกับพุทธศาสนาเช่นกัน โดยเฉพาะการใช้ชาในการทำสมาธิและการต้อนรับแขกสำคัญ


 

4. ชาเดินทางสู่โลกตะวันตก
 

 

การนำเข้าครั้งแรก
 

ศตวรรษที่ 17: พ่อค้าชาวดัตช์เป็นชาติแรกๆ ในยุโรปที่นำชาจากจีน (โดยเฉพาะชาดำอย่างแลปซาง ซูชอง) เข้าไปขายในยุโรป โดยผ่านเส้นทางท่าเรือเซียะเหมิน (Xiamen) ทำให้ชาในภาษาอังกฤษเรียกว่า "Tea" มาจากสำเนียงฮกเกี้ยนว่า "Te"
ความนิยมในอังกฤษ: ชาเข้าสู่อังกฤษอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1652 และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อสมเด็จพระราชินีแคเธอรีนแห่งบรากังซา ทรงนำวัฒนธรรมการดื่มชาในราชสำนักโปรตุเกสเข้ามาในอังกฤษ ทำให้ชาเป็นเครื่องดื่มประจำชาติ
 

การค้าชาและสงครามฝิ่น
 

ความต้องการชาของยุโรปสูงมาก โดยเฉพาะอังกฤษ ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล (เงินแท้) ในการแลกเปลี่ยนกับชาของจีน (การค้าแบบผูกขาดโดยบริษัทอีสต์อินเดียของอังกฤษ) ทำให้เกิดปัญหาขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง

อังกฤษจึงนำ ฝิ่น เข้าไปขายในจีนเพื่อแลกเป็นเงินสำหรับซื้อชา ซึ่งนำไปสู่ สงครามฝิ่น (Opium Wars) ในที่สุด
 

การปลูกชานอกจีน
 

เพื่อลดการพึ่งพาจีน อังกฤษจึงนำต้นชาจากจีนไปปลูกในอาณานิคมของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน อินเดีย (รัฐอัสสัม) และ ศรีลังกา (ซีลอน) ในช่วงศตวรรษที่ 19 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้ชาดำแบบที่ใส่ นมและน้ำตาล กลายเป็นที่นิยมในโลกตะวันตก


 

5. ชาในประเทศไทย (โดยสังเขป)
 

ชาในไทยเริ่มแพร่หลายตั้งแต่สมัยสุโขทัยจากการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับจีน แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่านำเข้ามาเมื่อใด

หลักฐาน: จากจดหมายเหตุของลาลูแบร์ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (อยุธยา) ได้กล่าวถึงว่าคนไทยรู้จักการดื่มชาแล้ว โดยนิยมชงชาแบบจีน (ไม่ใส่น้ำตาล) เพื่อต้อนรับแขก
ปัจจุบัน: ไทยมีการปลูกชาหลากหลายชนิด โดยเฉพาะในพื้นที่สูงทางภาคเหนือ และมีการแปรรูปเป็นชาอู่หลง ชาเขียว และชาดำ

 

️ 6. ประเภทของชา (Classification)
 

ชามีหลากหลายประเภท ซึ่งทุกชนิดสามารถทำได้จากต้นชา (Camellia sinensis) ต้นเดียวกัน แต่แตกต่างกันที่กระบวนการแปรรูป โดยเฉพาะขั้นตอนที่เรียกว่า "การหมัก" (Oxidation/Fermentation)

ประเภทชา
ระดับการหมัก
ลักษณะเด่น
ชาขาว (White Tea)
น้อยที่สุด / ไม่หมัก
ยอดอ่อนตูมชา ให้สีเหลืองอ่อน รสละมุน
ชาเขียว (Green Tea)
ไม่หมัก
หยุดการทำงานของเอนไซม์ด้วยความร้อน ให้สีเขียวอ่อน รสชาติสดชื่น
ชาอู่หลง (Oolong Tea)
กึ่งหมัก (บางส่วน)
สีและรสอยู่ระหว่างชาเขียวกับชาดำ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
ชาดำ (Black Tea / ชาแดงในจีน)
หมักสมบูรณ์
ใบสีเข้ม ให้เครื่องดื่มสีน้ำตาลแดงเข้ม (สีชา) เป็นที่นิยมในตะวันตก
ชาผู่เอ๋อร์ (Pu-erh Tea)
ชาหมักซ้ำ
ชาเขียวที่นำมาหมัก/บ่มต่อเป็นเวลานาน มีรสชาติเฉพาะตัว

ชาจึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดจากดินแดนตะวันออกสู่ทั่วโลก เป็นสัญลักษณ์ของความสงบ ความเคารพ และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมาโดยตลอด

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชาประเภทใดเป็นพิเศษ หรือประวัติศาสตร์ชาในประเทศใดอย่างเจาะจง สามารถสอบถามได้เลยครับ!
Tags :

บทความที่เกี่ยวข้อง
ชาหนึ่งจอก: กับความรู้สึกที่ไม่มีวันมอดไหม้
ในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยเสียงรบกวน มีเพียงไม่กี่สิ่งที่สามารถหยุดเข็มนาฬิกาให้เดินช้าลงได้... และหนึ่งในนั้นคือ "การจิบชา"
1 ก.พ. 2026
รื่นรมย์ในถ้วยชา: เมื่อความสงบเยียวยาเรามากกว่าที่ตาเห็น
ในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยเสียงรบกวน "ชา"
26 ม.ค. 2026
[The Secret of the Peak] เตรียมเปิดสัมผัสรสชาติแห่งขุนเขา... ความลึกลับที่รอให้คุณมาค้นพบ
เมื่อเมฆหมอกจางลง ความลับที่ถูกบ่มเพาะมาอย่างยาวนานบนยอดดอยสูงก็พร้อมจะเผยโฉม Mystic Mountain Tea ภูมิใจนำเสนอนิยามใหม่ของสุนทรียภาพแห่งการดื่มชา กับคอลเลกชันใหม่ล่าสุดที่กำลังจะมาถึง
17 ม.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy